ประวัติครูดุลยพัฒน์

  1. อภินทร์พร กิตติพีรพัฒน์ (ครูอ้วน)

ในภาพอาจจะมี Abhinporn Kittipeerapat, หมวก และสถานที่กลางแจ้ง ครูอ้วนจบการศึกษาระดับปริญญาตรีภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศคณะรัฐศาสตร์ จุฬาฯ ผ่านการทำงานกับบริษัทเอกชนและทำธุรกิจส่วนตัวมาระยะหนึ่ง เมื่อตั้งครรภ์ก็เริ่มหยุดทำงานและได้รับแรงบันดาลใจจากหนังสือ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” ซึ่งทำให้เข้าใจความหมายของคำว่า ธรรมชาติ ชีวิตและองค์รวม ในช่วงเวลาที่ลูกกำลังเล็กๆ จึงแสวงหาโรงเรียนที่ไม่เร่งเรียนและยอมให้เด็กเรียนรู้ตามธรรมชาติ จนกระทั่งได้มาเข้าอบรมเชิงปฏิบัติการอนุบาลวอลดอร์ฟโดย เฮลล่า เฮคแมน (Helle Heckmann)  ชั่วขณะที่ได้ฟังนิทานที่เธอเล่าคำถามหลายคำถามก็ได้รับคำตอบอย่างไม่ทันตั้งตัว เป็นแรงบันดาลใจที่มีพลังมากและทำให้ในที่สุดลูกสองคนได้เรียนที่ปัญโญทัยรุ่นแรก

เมื่อปี พ.ศ. 2541 – 2542 ได้ทุนไปเรียนฝึกหัดครูวอลดอร์ฟระดับประถมและอนุบาลที่โรงเรียนเมลเบิร์นรูดอร์ฟสไตเนอร์ (Melbourne Rudolf Steiner Seminar)  ออสเตรเลีย และฝึกหัดเป็นผู้ช่วยครูอนุบาลกับครูพอลลีน แฮนนาอีกหนึ่งปี  จึงได้กลับบ้านในต้นปี 2544

 เมื่อกลับมาบ้านก็ได้ไปทำงานกับโรงเรียนเอกชนแห่งหนึ่ง  และได้เป็นผู้ร่วมจัดการคอร์สฝึกอบรมครูปฐมวัยวอลดอร์ฟที่กรุงเทพฯขึ้นที่โรงเรียนไตรทักษะ (ในตอนนั้น)  ด้วยการสนับสนุนจากสมาคมปฐมวัยวอลดอร์ฟนานาชาติในปีพ.ศ. 2546 

ในช่วงปี พ.ศ. 2551 ได้มีโอกาสทำงานกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษคนหนึ่ง และใช้บ้านของตัวเองเป็นห้องเรียน  ซึ่งขณะเดียวกันก็ยังทำงานให้คอร์สฝึกอบรมครูปฐมวัยวอลดอร์ฟพร้อมกันไป  และวันหนึ่งก็ได้มีโอกาสมาเยี่ยมขอนแก่นเป็นครั้งแรกในฐานะผู้จัดอบรมและผู้ประสานงานท้องถิ่นที่ต้องมาเยี่ยมนักศึกษาในคอร์สอบรมปฐมวัย ทำให้ได้เห็นความต้องการของผู้ปกครองหลายคนที่ต้องการการศึกษาวอลดอร์ฟและตั้งใจที่จะร่วมมือกันสร้างโรงเรียนวอลดอร์ฟเพื่อบุตรหลานขึ้นในขอนแก่น

 วันเวลาผ่านไปเมื่อไม่มีเด็กพิเศษเข้ามาเพิ่มเพื่อสร้างห้องเรียนการศึกษาบำบัด (Curative Education) จึงจำเป็นต้องส่งเด็กนักเรียนคนเดียวนั้นไปเข้ากลุ่มเด็กพิเศษในโรงเรียนไตรพัฒน์  ด้วยเหตุการณ์เป็นไปเช่นนี้ทำให้ครูอ้วนสามารถมีเวลาพอที่จะไปช่วยการก่อตั้งโรงเรียนวอลดอร์ฟในขอนแก่น  ตามคำเชิญชวนของผู้ปกครอง

ดังนั้นในเดือนพฤษภาคมปีพ.ศ. 2556 หลังจากได้ปรึกษากันในครอบครัวมาระยะเวลาหนึ่งแล้วจึงได้ย้ายจากกรุงเทพฯ มาอยู่ขอนแก่น เพื่อร่วมมือกับครูและกลุ่มผู้ปกครองในการช่วยกันพัฒนาดุลยพัฒน์ให้เจริญเติบโตต่อไป

 

  1. อัฏฐพล กิตติพีรพัฒน์ (ลุงตี๋)

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, กำลังนั่ง, ตาราง และสถานที่ในร่มลุงตี๋แต่งงานกับครูอ้วนมาสามสิบเอ็ดปีแล้ว มีบุตรธิดาด้วยกันสองคน คนโตทำงานแล้ว ส่วนคนเล็กยังศึกษาอยู่

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรีรัฐศาสตร์บัณฑิต จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี 2527 99%ในชีวิตการทำงานของลุงตี๋นั้น คือการทำหน้าที่ฝ่ายบุคคล ซึ่งเป็นงานที่ต้องใช้ทักษะในการทำงานกับผู้คนทั้งฝ่ายนายจ้างและลูกจ้างเริ่มตั้งแต่การได้ทำงานกับเครือซีเมนต์ไทยเป็นเวลากว่าสิบเอ็ดปี ตำแหน่งสุดท้ายเป็นผู้จัดการส่วนบุคคล บริษัทนวโลหะบางปะกง จำกัด ก่อนชีวิตจะพลิกผันให้ต้องลาออกไปดูแลครอบครัวที่ออสเตรเลียเมื่อครูอ้วนได้รับทุนอบรมครูวอลดอร์ฟ และลูกๆ ก็ได้ไปเรียนที่เดียวกัน เมื่อกลับมาเมืองไทยก็ได้ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลที่ บริษัท มินเซนแมชีนเนอรี่ จำกัด จนกระทั่งปี 2556 ชีวิตพลิกผันอีกครั้ง หากครั้งนี้พลิกไม่ไกลมากแค่ย้ายบ้านมาอยู่ขอนแก่น

ถ้าจะถามว่ารู้จักการศึกษาวอลดอร์ฟได้อย่างไรนานเท่าไหร่แล้ว ขอตอบอย่างอาย ๆ  ว่ายี่สิบกว่าปีแล้ว ที่อายเพราะไม่ได้เข้าใจในปรัชญาการศึกษาแนวนี้เลยทั้ง ๆ ที่ลูกทั้งสองคนเรียนแนววอลดอร์ฟมาตั้งแต่อนุบาล โดยเฉพาะลูกสาวเป็นนักเรียน ม.6 รุ่นแรกของโรงเรียนปัญโญทัยทุกอย่างที่เกี่ยวกับลูกที่ผ่านมา ‘แล้วแต่ครูอ้วนจัดการ’ กระทั่งย้ายมานครขอนแก่น จึงได้ทำความเข้าใจอย่างจริงจังและถึงกับต้องหลั่งน้ำตาเมื่อได้ฟังการบรรยายของครูฮอร์ส เฮลล์มันน์ (Horst Hellmann) ที่ทำให้รู้ว่าลูกเราได้รับการศึกษาที่วิเศษขนาดไหน

 ที่ดุลยพัฒน์ ลุงตี๋ช่วยดูแลเด็ก ๆ เนิสเซอรี่และยังช่วยงานของโรงเรียนด้านอื่นๆเช่นการเงิน งานธุรการ และอาคารสถานที่เป็นต้น ทำหลายอย่างย่อมหนักและเหนื่อยเป็นธรรมดา แต่เมื่อนึกถึงเด็กๆก็ไม่ได้คิดเรื่องเหนื่อยกลับจะมีพลังมุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อไป กายเหนื่อยแต่ใจสบายงานจะมากแค่ไหนก็ทำได้หมดครับ

 

  1. นนทยา เตชะวงศ์ (น้าโอ๋)

ในภาพอาจจะมี 2 คน, คนที่ยิ้ม, แว่นกันแดดน้าโอ๋เริ่มต้นการทำงานในอาชีพคอลัมน์นิสต์ประจำนิตยสาร ก่อนจะถึงจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญนั่นคือวันที่ได้เป็น “แม่” ครั้นเมื่อลูกถึงวัยที่เริ่มต้องการโรงเรียน ก็เกิดการคิดใคร่ครวญอย่างจริงจังว่าแท้จริงแล้ว การศึกษานั้นคืออะไร คนเราเรียนหนังสือไปทำไม และ “ความรู้” กับ “ความดีงาม” นั้นสามารถอยู่ร่วมกันได้หรือไม่

จากคำถามและการใคร่ครวญก็ทำให้น้าโอ๋ได้พบกับประตูที่เปิดมาสู่ “การศึกษาวอลดอร์ฟ” ที่มองมนุษย์อย่างเป็นองค์รวม การศึกษาที่ผสมผสาน “ทักษะชีวิต” เข้ากับ “วิชาการ” ในทุก ๆ มิติแห่งความเป็นไปได้

ในเส้นทางการทำงานในดุลยพัฒน์นั้น น้าโอ๋เริ่มจากเป็นผู้ปกครองคนหนึ่งที่มารับส่งลูกทุกเช้าเย็น จากนั้นก็เริ่มเข้ามาเป็นผู้ปกครองอาสาช่วยเหลืองานในห้องอนุบาล จึงได้มีโอกาสเห็นการทำงานอย่างอุทิศตนของครูที่ดุลยพัฒน์ ได้มีโอกาสสัมผัสกับงานที่มีความหมาย งานของการศึกษาที่เปรียบได้กับการวางรากฐานให้กับชีวิตของเด็ก ๆ  ที่แม้จะไม่ได้มีแต่ห้วงยามความสุข หากหลายครั้งความทุกข์ยากก็ทำให้มนุษย์นั้นแข็งแกร่งและเข้าใจตัวเองรวมถึงเข้าใจผู้อื่นได้มากขึ้น หลังผ่านการทำงานเป็นคุณแม่อาสาอยู่ราว ๆ 1 ปี ในวันหนึ่งของเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556 ก็ตัดสินใจเข้ามาเป็นครูเต็มเวลา โดยมีครอบครัวสนับสนุนการเลือกทางเดินครั้งนี้ และนับแต่นั้น…ก็ได้เป็นครูผู้ดูแลเด็ก ๆ ในห้องเนิสเซอรีมาเสมอ

 

  1. สุภาพรรณ ชัยพร (น้าฝน)

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม“ความฝันที่กลายเป็นจริง”

น้าฝนเป็นผู้ดูแลเด็กเล็กที่เนิสเซอรี ดุลยพัฒน์ เรียนจบจากคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น หลังจากเรียนจบก็ได้ทำงานที่หลากหลายตำแหน่งในสำนักงาน เช่น เลขานุการผู้บริหาร พนักงานจัดซื้อ เว็บมาสเตอร์ สื่อการเรียนการสอน e-learning และ แอพพลิเคชันต่าง ๆ

ในชีวิต น้าฝนมีความใฝ่ฝันว่าอยากทำงานเป็นพี่เลี้ยง/ผู้ดูแลเด็กเล็ก ซึ่งในตอนนั้นน้าฝนมองไม่เห็นความเป็นไปได้เลยเพราะตนเองไม่ได้เรียนและทำงานในสาขาที่เกี่ยวข้องกับปฐมวัยมาก่อน  ในปี 2554 น้าฝนได้มีโอกาสรู้จักกับการศึกษาวอลดอร์ฟครั้งแรกจากหนังสือเล่มหนึ่ง ด้วยความประทับใจในแนวคิด จึงเกิดความอยากรู้อยากเห็นว่าในเมืองไทยจะมีการเรียนการสอนในแนวนี้หรือเปล่า ไม่น่าเชื่อเลยว่าที่ขอนแก่นเราก็มีโรงเรียนวอลดอร์ฟด้วยเช่นกัน (ในขณะนั้นศูนย์การเรียนเพิ่ง

ก่อตั้ง และยังใช้คำว่า Living school อยู่) แต่ด้วยภารกิจในหน้าที่การงานและเวลาที่ยังไม่ใช่น้าฝนจึงได้แต่เก็บคำว่าดุลยพัฒน์ไว้ในใจ

จนกระทั่งปี 2558 เมื่อทุกอย่างในชีวิตมาถึงจุดที่ต้องเลือกเส้นทางเดินใหม่ ประจวบกับได้ทราบข่าวการอบรมการศึกษาวอลดอร์ฟโดยครูฮอร์ส เฮลล์มันน์ น้าฝนจึงไม่รอช้ารีบสมัครเข้าอบรมทันที และในระหว่างนั้นเองก็ได้ศึกษาข้อมูลของวอล์ดอร์ฟและมนุษยปรัชญามากขึ้น ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ก็เริ่มดูจะมีความหวังมากขึ้นเมื่อทราบว่าที่ดุลยพัฒน์มีการรับนักเรียนชั้นอนุบาลและเนิสเซอรีด้วย หลังจากอบรมเสร็จจึงได้ติดต่อครูอ้วนเพื่อสมัครเข้ามาร่วมงาน เรียนรู้และพัฒนาตนเองไปพร้อมกับเด็ก น้าฝนยังจำได้ถึงความรู้สึกที่โอบอุ้มและอบอุ่นอย่างบอกไม่ถูกตั้งแต่วันแรกของวันที่ย่างก้าวเข้ามาในพื้นที่ของศูนย์การเรียน จึงขอขอบคุณครูอ้วน เพื่อนร่วมงาน เด็ก ๆ และจิตวิญญาณดุลยพัฒน์ที่เปิดโอกาสให้น้าฝนได้มาเป็นส่วนหนึ่งของที่นี่

 

  1. นวรัตน์ โพธิ์ถาบุญเรือง (ป้าต้อย)

ป้าต้อยสำเร็จการศึกษาครุศาสตร์บัณฑิต เอกสังคมศึกษา จากวิทยาลัยครูเลย  หลังจากนั้นได้เริ่มทำงานครูที่โรงเรียนมหาไถ่ศึกษาเมืองพล  อำเภอพล จังหวัดขอนแก่น  แล้วจึงย้ายไปสอนที่โรงเรียนอนุบาลพระกุมารเยซูบ้านไผ่  อำเภอบ้านไผ่ จังหวัดขอนแก่น

หลังจากนั้นป้าต้อยได้มีโอกาสทำงานในระดับอนุบาลที่โรงเรียนเพ็ญบุรี  ขอนแก่น

ภายหลังจึงสนใจที่จะมาร่วมงานที่ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ เพราะป้าต้อยเห็นว่าที่ดุลยพัฒน์นั้น เด็กได้รับโอกาสให้ได้เรียนรู้ตามธรรมชาติ และเหมาะสมตามวัยของพวกเขา

 

  1. พรรณราย โพธิ์ชัย (น้าจอย)

น้าจอยจบการศึกษาจากคณะอักษรศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร  หลังจากจบมาก็ทำงานเป็นครูอนุบาลที่โรงเรียนไตรทักษะเป็นเวลา 3 ปี  ต่อมาจึงเปิดบ้านเรียนดูแลเด็ก ๆ ตามแนวทางวอลดอร์ฟกับเด็กกลุ่มเล็ก ๆ 1 ปี  และหลังจากนั้นน้าจอยจึงได้เข้าร่วมงานสอนที่โรงเรียนปัญโญทัยอีก 6 ปี ก่อนจะเข้ามาสอนที่ดุลยพัฒน์จนถึงทุกวันนี้  ตอนเด็ก ๆ นั้น น้าจอยไม่เคยคิดจะเป็นครูเลย  แต่เมื่อได้มีโอกาสเข้าอบรมและรู้จักการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟและศาสตร์แบบเกอเธ่ น้าจอยก็เริ่มมีความหวังกับการศึกษาของไทย  และทำให้เข้าใจว่าการเป็นครูวอลดอร์ฟนั้นทั้งท้าทายและมีความสุข  เพราะหากเราตั้งใจทำงานอย่างจริงจังเราจะสามารถเปลี่ยนแปลงสังคมได้อย่างแท้จริง  แต่ก่อนอื่นเราจะต้องเปลี่ยนแปลงจุดเล็ก ๆ คือ ตัวเองก่อน  และงานที่ยิ่งใหญ่ของครูคือการขัดเกลาตัวเอง  ซึ่งเมื่ออยู่กับเด็ก ๆ แล้ว เราก็รู้ว่าเราจะต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองมากแค่ไหน  เพราะเด็ก ๆ ก็สะท้อนครูทุกวัน

น้าจอยเห็นว่าการทำงานกับเด็ก ๆ นั้นเสมือนกับการปลูกต้นไม้หลากหลายพันธุ์  เด็กแต่ละคนก็ต่างกัน   ในวัยเล็ก ๆ เขาต้องการอยู่ในเรือนเพาะชำ แสงเพียงน้อยในการเติบโต  ต่อเมื่อเติบใหญ่แข็งแรงก็พร้อมจะสู้แดดสู้ฝน ลงดิน ออกดอกออกผลต่อไป  จึงต้องอาศัยความอดทนรอคอยและศรัทธาในเมล็ดพันธุ์ทุกเมล็ดที่เราได้รับมอบมาให้ดูแล

 

  1. แพรวภิญญ์ ภิญญ์ภูมิลักษณ์ (น้าเป๊ก)

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้ม, กำลังนั่ง และสถานที่ในร่มเมื่อจบการศึกษาที่มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ คณะบริหารการโรงแรม น้าเป๊กก็ทำงานบริษัทเอกชนมาโดยตลอดจนเมื่อปี พ.ศ. 2548 ได้ลาออกจากพนักงานบริษัทออกมาทำธุรกิจเปิดร้านขายของ แต่ทำได้อยู่หนึ่งปีก็มีโอกาสได้เริ่มต้นสร้างโรงพยาบาลสัตว์กับเพื่อนที่เป็นสัตว์แพทย์

จนปลายปี พ.ศ. 2556 ครูย้ง เพื่อนเก่าสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้โทรมาปรึกษาน้าเป๊กเรื่องสัตว์เลี้ยง ทำให้น้าเป๊กมีโอกาสเดินทางมาที่ขอนแก่น และเหตุการณ์เล็ก ๆ นี้ก็นำทางให้มีโอกาสได้รู้จักกับดุลยพัฒน์ และได้ลองมาอยู่เพื่อทำงานที่นี่ 2 สัปดาห์ การได้มาอยู่ที่ชุมชนแห่งนี้ แรกเริ่มน้าเป๊กต้องปรับตัวกับความเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง เช่น การที่ไม่เคยต้องอยู่ห่างบ้าน ไม่เคยต้องอยู่คนเดียว ไม่เคยไปต่างจังหวัดเกิน 3-4 วัน และ ไม่เคยกินข้าวเองคนเดียว แต่ทุกสิ่งที่น้าเป๊กไม่เคยทำก็ได้มาทำที่นี่ และเติบโตขึ้น การได้ดูแลเด็ก ๆ ไม่เพียงแต่ทำให้เราเติบโตไปกับพวกเค้า แต่ เรายังมีส่วนที่ทำให้พวกเค้าเติบโตขึ้นอย่างเต็มศักยภาพที่พวกเค้ามี

 

 

 

  1. สุพัตรา  ภู่ศิริ (ป้าห่าน)

ในภาพอาจจะมี 3 คน, คนที่ยิ้ม, ผู้คนกำลังยืน, ต้นไม้, ต้นพืช และสถานที่กลางแจ้งป้าห่านจบการศึกษาจาก สาขาพัฒนาชุมชน คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น  ระหว่างที่เรียนป้าห่านได้พบว่าปัญหาสังคม มีบ่อเกิดจากจิตใจของมนุษย์ ถ้าผู้คนเป็นคนดี ควบคุมตัวเองรักษาธรรมได้ สังคมก็จะสงบสุข ป้าห่านจึงเข้าฝึกงานที่ศูนย์ประสานงานศาสนาเพื่อสังคม จ.สุรินทร์ (เทอมสุดท้ายก่อนจบ) และเมื่อเรียนจบป้าห่านก็เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประสานงาน กลุ่มประสานงานศาสนาเพื่อสังคม กรุงเทพมหานคร และทำอาชีพอีกหลายอย่างตามตัวแปรในชีวิต จนวันหนึ่งได้มีโอกาสทบทวนตนเองว่า  มีอะไรที่อยากทำและยังไม่ได้ทำบ้าง ประกอบกับเจอแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ ที่มุ่งเน้นให้คนเป็นคนเต็มคนและเป็นคนดี ป้าห่านจึงเข้าอบรมคอร์สครูอนุบาลวอลดอร์ฟ ต่อเนื่อง 3 ปี แล้วจึงเปิดบ้านตัวเอง ทำบ้านต้นธรรม จังหวัดอุดรธานี  โดยได้แรงบันดาลใจจากแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ และมีสามีช่วยเหลือสนับสนุน 

สิ่งที่ทำให้ป้าห่านอยากมาเป็นครูที่ศูนย์การเรียนก็คือ  ป้าห่านต้องการพัฒนาตนเพื่อเป็นครูวอลดอร์ฟ ที่จะนำทางเด็ก ๆ ได้  ต้องการเป็นส่วนหนึ่งของศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ เพื่อให้ดุลยพัฒน์เติบโตอย่างงดงาม สร้างเด็กคุณภาพใหม่สู่สังคมไทย

 

  1. ครูกชกร ม่วงศรี (ครูจอย)

ครูจอยเกิดที่จังหวัดราชบุรี  และย้ายไปอยู่เมืองกาญจน์ตอนอายุได้ 5 ขวบ หลังจากจบชั้นมัธยมต้นก็ได้เข้าเรียนในโรงเรียนช่างศิลป์ที่ลาดกระบัง  และจบการศึกษาระดับอุดมศึกษาจากมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย คณะมนุษยศาสตร์ เอกวรรณคดีอังกฤษ  ครูจอยเองเคยเป็นครูสอนปั้นเซรามิกให้ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ จึงมีโอกาสได้รู้จักกับผู้ปกครองท่านหนึ่งที่ส่งลูกเข้าเรียนในโรงเรียนใช้แนวทางการศึกษาแบบวอลดอร์ฟ  และเนื่องจากตนเองก็ทำงานกับเด็กอยู่ด้วยเป็นทุนเดิม ครูจอยจึงมีความสนใจในแนวทางการศึกษานี้มาก จึงตัดสินใจเริ่มเข้ารับการอบรมต่าง ๆ  และได้มาทำงานเป็นครูประจำชั้นในระดับประถมศึกษาที่ดุลยพัฒน์

 

  1. ครูพีรยศ สิงห์ปรีชา (ครูบอย)

หลังจากจบการศึกษาจากคณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ครูบอยก็ได้ทำงานและใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพจนกระทั่งแต่งงานมีลูก

ที่ผ่านมา จากการที่ภรรยาได้เรียนศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญา ทำให้ครูบอยได้ใกล้ชิดและเรียนรู้มนุษยปรัชญาไปด้วย  นอกจากนั้นในช่วงก่อนแต่งงาน ครูบอยได้มีโอกาสเปิดสอนศิลปะสำหรับเด็กร่วมกับภรรยาทำให้ในระหว่างที่ดูแลธุรกิจที่เป็นงานหลักครูบอยก็ไม่เคยห่างจากมนุษยปรัชญาเลย  เมื่อต้องวางแผนการศึกษาให้กับลูก  การศึกษาวอลดอร์ฟจึงเป็นการศึกษาที่เราเลือกให้กับลูกทั้งสอง  การมายังดุลยพัฒน์นั้นเกิดจากการบอกเล่าของภรรยา  จากความคิดที่ว่าไม่มีทางเป็นไปได้ที่จะนำพาครอบครัวมาใช้ชีวิตและต้องทิ้งหน้าที่การงานที่มั่นคงมาเริ่มต้นใหม่  แต่ก็เพราะลูกทั้งสองนี่เองที่ทำให้ทุกอย่างเป็นไปได้

จนถึงวันนี้ ครูบอยเป็นครูประจำชั้น ป. 2  การงานวิถีชีวิตที่เปลี่ยนไป  จากไม่มีทางเป็นไปได้ก็เป็นไปได้ด้วยดีกับวิถีของครอบครัว  แม้ในขณะนี้ยังมีอีกหลายอย่างที่ยังต้องทำ ต้องปรับ แต่มันก็ทำให้เกิดกำลังกาย กำลังใจ และความสุขในทุก ๆ วันที่ผมได้เดินเข้ามาในดุลยพัฒน์

 

  1. ครูมณีรัตน์ สรรพวุธ (ครูอ้อย)

ครูอ้อยมีความฝันที่จะสร้างโรงเรียนให้เด็กเล็กในปีสุดท้ายของการเรียนมหาวิทยาลัย  ในขณะนั้นครูอ้อยยังไม่เข้าใจและไม่มีความรู้เรื่องการจัดการศึกษาอะไรเลย จำได้เพียงว่าในวัยเด็กวันแรกที่เข้าโรงเรียนเป็นวันที่ครูอ้อยมีความสุขมาก  จึงอยากให้เด็ก ๆ ได้มี “รอยประทับที่งดงามในใจ” เช่นนั้นบ้าง

ครูอ้อยจึงเริ่มหาประสบการณ์ด้วยการทำงานเป็นครูอนุบาล (1 ปี 8 เดือน)  และในขณะนั้นเองก็ได้รู้จักกับอนุบาลที่จัดการเรียนการสอนแบบวอลดอร์ฟก็เกิดความประทับใจและเก็บไว้ในความสนใจเรื่อยมา แต่ก็ยังไม่สบโอกาสที่จะได้เดินทางในเส้นทางนี้

หลังจากนั้นครูอ้อยก็เลือกที่จะพักเพื่อใคร่ครวญความฝันและทบทวนบทบาทของตนเองหลายเดือน  จนกระทั่งมีมิตรผู้ชักชวนให้ไปช่วยกลุ่มผู้ปกครอง “บ้านเรียน” โดยตัวครูอ้อยเองได้รับการสนับสนุนให้เข้ารับการอบรมด้านการจัดการศึกษาแบบวอลดอร์ฟในระดับประถมศึกษาและนำความรู้นั้นมาใช้ดูและเด็ก ๆ เป็นเวลา 6 ปี

แต่หลังจากนั้น ครูอ้อยเริ่มมองเห็นความติดขัดของตนเองเมื่อมองภาพรวมในความบรรณสารสอดคล้องกับสรรพสิ่ง  จึงตัดสินใจมุ่งสู่วิถีชาวนาแบบชาวบ้านในชุมชนบนเขา ครูอ้อยได้ทำงานด้านการเกษตร  ปลูกข้าว  ปลูกผัก  เลี้ยงควาย  จนกระทั่งย่างก้าวเข้าสู่ปีที่ 4 ก็มีมิตรที่ดีได้แนะนำสู่ดุลยพัฒน์ 

ณ ที่แห่งนี้เอง ที่ครูอ้อยได้รู้ว่า ความฝันเมื่อ 17 ปีก่อน  ความคิดที่จะสร้างโรงเรียนให้เด็กเล็กนั้น วันนี้คณะครูและชุมชนดุลยพัฒน์ได้ก่อร่างสร้างไว้แล้วอย่างงดงาม  ตัวครูอ้อยเองจึงขอเป็น “แรงเล็ก ๆ” ที่จะก้าวและเติบโตไปด้วยกัน

 

 

  1. ครูระวีวรรณ วงศ์สุขะ (ครูมะออม)

“คุณค่าที่แท้จริงของการมีชีวิตอยู่ที่ใด” เป็นแรงผลักดันให้ครูมะออมละวางสิ่งที่ได้ร่ำเรียนมาจากมหาวิทยาลัย ละทิ้งเส้นทางชีวิตของสัตวแพทย์มาสู่เส้นทางของครู เพื่อค้นหาคำตอบของคำถามนี้

การที่ครูมะออมได้ทำงานร่วมกับชุมชนทั้งที่ขอนแก่นและนครพนมตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา แม้ยังไม่ถึงปลายทางของคำถาม หากก็ได้ตระหนักกับตนเองว่า  การเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อให้ใครบางคนหรือหลายคนได้เติบโตอย่างงดงามด้วยความเป็นปัจเจก สามารถนำพาตนเองและคนที่เราดูแลไปถึงคุณค่าของชีวิตที่แท้จริงได้  ณ วันนี้ที่ดุลยพัฒน์  ครูมะออมปรารถนาที่จะเป็นสายลมใต้ปีกให้เด็ก ๆ ได้เติบโตอย่างเป็นอิสระและสมดุล เพื่อที่พวกเขาจะได้ค้นพบคุณค่าที่แท้จริงของชีวิตต่อไปในอนาคต

 

 

  1. ครูพิศสมร ทองสม (ครูหมอน)

ในภาพอาจจะมี Morn Thongsom, กำลังยิ้มครูหมอนเฝ้าดูคุณแม่ทำงานเป็นครูมาตั้งแต่เล็ก เห็นคุณแม่ทำงานหนัก แต่ก็ไม่เคยบ่นว่าอยากจะเปลี่ยนอาชีพ ท่านว่าท่านรักอาชีพนี้

ครูหมอนสนใจด้านการศึกษามาตลอด แต่มิได้เจาะจงว่าต้องเป็นครู

หลังจากจบการศึกษาระดับปริญญาตรี จากคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมงานกับ  สถาบันศิลปวัฒนธรรมเพื่อการพัฒนา (มายา) เป็นเวลา 6 ปี

จากนั้นจึงได้รู้จักการศึกษาวอลดอร์ฟ และการศึกษาบำบัดในเวลาต่อมา ซึ่งเป็นประหนึ่งเป็นโชคชะตา เมื่อครั้งออกเดินทางแสวงหาตนเองในประเทศสหรัฐอเมริกา ครูหมอนไม่รู้จักการศึกษาวอลดอร์ฟจนกระทั่งเพื่อนคนไทยแนะนำให้รู้จักกับวิทยาลัยซันบริดจ์ (Sunbridge College) ณ มลรัฐนิวยอร์ค เมื่อได้เยี่ยมชม และพูดคุยกับนักเรียนที่นั่นก่อเกิดแรงบันดาลใจ ในแนวการศึกษาที่มิได้แต่มุ่งเน้นผู้เรียนให้เก่งกาจทางวิชาการ แต่เน้นการพัฒนาความเป็นมนุษย์อย่างครบองค์ตามพัฒนาการที่ถูกต้อง

หลังจากจบการศึกษาพื้นฐานด้านมนุษยปรัชญา ที่วิทยาลัยซันบริดจ์ ได้ศึกษาต่อด้านการศึกษาบำบัด ณ สถาบันแห่งการศึกษาบำบัด (School of Curative Education) อันเป็นส่วนหนึ่งของโรงเรียนการศึกษาพิเศษแคมป์ฮิลล์  ในมลรัฐเพนซิลเวเนีย

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่แคมป์ฮิลล์ ครูหมอนได้เรียน ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หลากหลายอาการ ฝึกฝนการทำงานในทุก ๆ ด้าน  ได้เรียนรู้การบรูณาการแนวคิดมนุษยปรัชญา เข้ากับการศึกษาแนววอลดอร์ฟ และกิจกรรมบำบัดต่าง ๆ เพื่อฟื้นฟูเด็กทั้งทางกาย ทางจิต และทางจิตวิญญาณ  ถือเป็นประสบการณ์ที่ทรงคุณค่ายิ่ง

สำหรับครูหมอน การได้มาเป็นส่วนหนึ่งของดุลยพัฒน์ นั้นเป็นชะตาชีวิต เป็นเส้นทางที่เลือกเดิน ที่ให้ครูหมอนมีโอกาสได้นำประสบการณ์ที่เรียนรู้มาประยุกต์ใช้จริง กับบริบทใหม่ ได้ต่อยอด ลองผิด ลองถูก เติบโตร่วมกันไปกับทุกคนในชุมชนแห่งการเรียนรู้นี้

 

 

  1. ครูนิชาญา จันโทสุทธิ์ (ครูแอน)

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังยิ้มหลังจากจบปริญญาตรีในสาขาเภสัชศาสตร์ จากมหาวิทยาลัยขอนแก่น ครูแอนได้เข้ารับราชการเป็นเวลา 2 ปี  แต่ด้วยความใฝ่ฝันที่อยากทำงานในแวดวงการศึกษาครูแอนจึงตัดสินใจกลับเข้าศึกษาต่อในระดับปริญญาโทโดยมุ่งหวังจะเป็นอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัย โดยได้เข้าศึกษาที่มหาวิทยาลัยมหิดล ด้วยทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)  ซึ่งเป็นโครงการร่วมกับหลายภาคส่วน จากจุดนี้เองทำให้ครูแอนมีโอกาสได้คลุกคลีกับอาจารย์และนักวิจัยหลายท่าน จนได้พบว่าลักษณะงานของอาจารย์ในระดับมหาวิทยาลัยก็ยังมิใช่การเป็น “ครู” ในรูปแบบที่ตนปรารถนาจะเป็น

ครูแอนเติบโตมาในครอบครัวของครูโดยแท้ ตั้งแต่คุณตา คุณพ่อ คุณแม่ ลุง ป้า น้า อา ต่างก็เป็นครู  ภาพประทับของคำว่าครูที่ครูแอนมีอยู่ในใจจึงมีความแตกต่างจากภาพอาจารย์มหาวิทยาลัยอยู่มากนัก  ดังนั้น หลังจากสำเร็จการศึกษาแล้วครูแอนจึงตัดสินใจที่จะปฏิเสธทุนสำหรับศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก  และในขณะเดียวกันนั้นก็เป็นช่วงที่ครูแอนกำลังมองหาอนุบาลให้กับลูก  ความเป็นแม่จึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขับให้ภาพของการเป็นมนุษย์ที่ดำรงอยู่เพื่อผู้อื่นนั้นยิ่งแจ่มชัดขึ้น  ครูแอนจึงเริ่มหาข้อมูลเกี่ยวกับการศึกษา จนกระทั่งได้พบกับการศึกษาวอลดอร์ฟที่บ้านเรียน ณ ศิลป์ในตอนนั้น ยิ่งรู้จักการศึกษานี้ ก็ยิ่งหลงรัก จึงตัดสินใจส่งลูกเข้าเรียนในระดับเนิสเซอรี  และเมื่อภายหลัง เกิดดุลยพัฒน์ขึ้น ครูแอนจึงตัดสินใจที่จะเป็นครูที่นี่  โดยในปีแรกนั้น เป็น Miss Ann ครูวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนประถมรุ่นแรกของดุลยพัฒน์ และในปีต่อมาจึงได้เป็นครูประจำชั้นของนักเรียนประถมรุ่นที่ 2  จนถึงวันนี้ความรักและศรัทธาต่อการศึกษานี้ก็ยังไม่เคยลดลงเลยแม้แต่น้อย

ในทุกวันครูแอนได้เฝ้ามองเด็ก ๆ เติบโต และพบว่าครูเองก็ได้เติบโตไปพร้อมกับเด็ก ได้ก้าวข้ามข้อจำกัด ได้ค้นพบศักยภาพในตัวเองมากมาย ได้ทำในสิ่งที่ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะทำได้ เราเคยได้ยินเด็ก ๆ พูดเสมอว่า “อยากมาโรงเรียนทุกวันเลย” ครูแอนเองก็รู้สึกไม่ต่างกัน คือ “อยากมาสอนทุกวัน ไม่เคยมีวันไหนที่ไม่อยากมาโรงเรียนเลย”

 

 

  1. ครูปวีณา วงศ์อนุ (ครูอุ๋ม)

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง และหน้าจอครูอุ๋มมีภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดสมุทรสาคร  หลังจากจบการศึกษาคณะมนุษยศาสตร์-ปรัชญา จากมหาวิทยาลัยรามคำแหง ครูอุ๋มก็ได้กลับมาช่วยงานธุรกิจครอบครัวและเปิดสอนศิลปะสำหรับเด็ก  หลังจากเปิดสอนไป 4 ปี  ครูอุ๋มจึงสนใจเรียนต่อหลักสูตรนักศิลปะบำบัดในแนวทางมนุษยปรัชญา  สถาบันศิลปะบำบัด ร่วมกับ Therapeutikum am Kräherwald e.v. Stuttgart Germany

ระหว่างนั้น ครูอุ๋มได้แต่งงาน มีลูก และวางแผนการศึกษาให้กับลูก (ในตอนนั้นครูอุ๋มคิดว่าการศึกษาวอลดอร์ฟเป็นเรื่องยาก และปฏิบัติจริงไม่ได้)  จึงเริ่มศึกษาการศึกษาวอลดอร์ฟจากการเรียนศิลปะบำบัดเป็นต้นมา  เมื่อเรียนจบหลักสูตรจึงไปฝึกงานในประเทศเยอรมนีเป็นเวลา 3 เดือน  ระหว่างฝึกงานครูอุ๋มได้มีโอกาสได้ไปดูงานในโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรก ทำให้มีความตั้งใจที่จะกลับมาหาโรงเรียนวอลดอร์ฟให้ลูก  แต่การขับรถจากมหาชัยเข้ากรุงเทพฯ ไปเจอรถติดในแต่ละวันทำให้จังหวะเวลาที่สมดุลในชีวิตไม่สามารถเกิดขึ้นได้จริง  จึงเป็นที่มาของการมาอยู่ที่ดุลยพัฒน์และมีจังหวะที่บ้านที่สอดคล้องกับโรงเรียน  ในฐานะที่ครูอุ๋มเป็นครูและเป็นแม่ด้วยนั้น  ทำให้ได้เห็นคุณค่าและความเสียสละที่ครูดุลยพัฒน์ได้ทำงานเพื่อเด็กอย่างแท้จริง  การเดินทางไกลของครอบครัวจึงมีความหมายมาก  การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิตที่ลูกได้เรียนในโรงเรียนวอลดอร์ฟไม่ได้จบเพียงเท่านั้น แต่เป็นการเริ่มต้นของพ่อแม่ที่จะต้องเปลี่ยนแปลงและพัฒนาตัวเองตลอดเวลาทั้งร่างกายและจิตใจ  จึงไม่แปลกเลยที่เรายิ่งทำงานมากขึ้น เหนื่อยขึ้น แต่ร่างกายกลับแข็งแรงขึ้นและมีสุขภาพดีขึ้น มีพลังชีวิตมากขึ้น  สิ่งนี้เองที่การศึกษาวอลดอร์ฟหล่อหลอม และพัฒนาตัวเรา  จริง ๆ แล้ว สิ่งที่เราคิดว่ายากและปฏิบัติจริงไม่ได้ กลับเรียบง่ายและธรรมดา  เพียงแค่เราต้องอดทน รอคอย และมีความจริงใจต่อสิ่งที่เราทำ

 

  1. Miss Eliza Layne Leavitt (ครูอิไลซ่า)

Born and raised in Santa Monica, California, Eliza graduated from Kenyon College in 2010 with a Bachelors of Arts degree majoring in Anthropology. Eliza has lived in Khon Kaen since 2014, teaching English to all ages in both the public and private sector. She has been teaching English at Dulyapat since March of 2017.  Dulyapat has provided an opportunity for her to be challenged in her professional and personal growth, and allows her to provide students with a holistic education and environment, which meets each child’s intellectual, social and developmental needs. Using Waldorf pedagogy, she aspires to meet the unfolding destiny of each child with wonder and curiosity, and strives to find ways to nurture their unique spirits. In her free time she enjoys being in nature, laughing with friends, reading books, listening to American and Isaan folk music and dancing. 

(แปล: ครูอิไลซ่าเกิดและเติบโตที่เมืองซานตา โมนิกา ในรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกา และจบการศึกษาในระดับปริญญาตรีทางด้านมานุษยวิทยา จาก Kenyon College   ครูอิไลซ่าได้เดินทางมาที่จังหวัดขอนแก่นในปี พ.ศ. 2557 และเริ่มงานสอนภาษาอังกฤษให้กับผู้เรียนหลากหลายกลุ่มอายุ ทั้งในโรงเรียนของรัฐบาลและเอกชน 

ครูอิไลซ่าได้เริ่มสอนที่ศูนย์การเรียนดุลยพัฒน์ตั้งแต่เดือนมีนาคม พ.ศ. 2560 ครูอิไลซ่าพบว่าการเป็นครูดุลยพัฒน์นั้นได้มอบโอกาสอันท้าทายให้จักต้องพัฒนาตนเองทั้งในมิติการเรียนการสอนและในมิติการเติบโตภายในด้วย  และเป็นงานที่เปิดโอกาสให้ครูได้นำพาบทเรียนที่มีความเป็นองค์รวมไปสู่เด็ก ซึ่งเป็นบทเรียนที่สามารถตอบโจทย์ครอบคลุมทั้งความต้องการทางสติปัญญา สังคม และพัฒนาการตามวัยของเด็กได้  ทุกครั้งที่เตรียมบทเรียนให้เด็ก ครูอิไลซ่าจะเฝ้ารอที่จะได้เห็นชะตาชีวิตของเด็กแต่ละคนที่จะค่อย ๆ แย้มเผยให้เราได้เห็นอย่างน่าอัศจรรย์ และเพียรพยายามหาวิถีทางที่จะหล่อเลี้ยงดูแลจิตวิญญาณอันเป็นปัจเจกของเด็กแต่ละคนอย่างเคารพ   ในยามว่างจากหน้าที่รับผิดชอบ ครูอิไลซ่าชอบที่จะอยู่ท่ามกลางธรรมชาติ  ใช้เวลาดี ๆ พูดคุยหัวเราะกับเพื่อน   อ่านหนังสือ  ฟังเพลงทั้งเพลงอเมริกันและหมอลำ และเต้นรำ)

 

 

  1. ครูวันชัย สอาดศรี (ครูวันชัย)

      ในทัศนคติของผม ผมคิดว่าการที่จะหาถ้อยคำหรือคำพูดใดๆมาบรรยายให้ใครคนหนึ่งนั้นรู้จักผมนั้น มันไม่สามารถทำให้คนคนนั้นได้รู้จักกับผมมากขึ้น คำพูดที่บรรยายนั้นมันเป็นคำพูดของอดีต และผมก็ไม่อยากเอาอดีตเหล่านั้นมาจำกัดความในการมีตัวตนของผม ผมเชื่อว่าในปัจจุบัน สิ่งที่ผมกระทำนั่นแหละคือสิ่งที่บ่งบอกตัวตนในการมีตัวตนของผม และถ้าหากใครสักคนที่ต้องการจะรู้จักผมจริง ก็แค่เข้ามาทักทายพูดคุยกับพบ และสิ่งที่พอจะทำให้ใครสักคนไว้ใจในตัวผมได้คือสิ่งที่ผมจะเขียนต่อไปนี้

ผมมีหน้าที่ดูแลแปลงผักของโรงเรียนดุลยพัฒน์ และ ทำหน้าที่ ทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย และเล่นเกม กับเหล่าเด็กนักเรียนในดุลยพัฒน์  สิ่งเหล่านี้อาจจะดูไม่ค่อยมีความสำคัญอะไรต่อเด็กๆ แต่ในมุมมองของผม การที่เด็ก ๆ ได้ทานอาหารที่มีความปลอดภัยและมีพลังชีวิตนั้นก็เป็นส่วนสำคัญในการเติบโตของพวกเขา  ในส่วนด้านการเคลื่อนไหวร่างกายก็เช่นกัน การเคลื่อนไหวร่างกายนั้นมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเติบโตของเด็ก ๆ ตั้งแต่ตอนที่เด็กเริ่มนอนคว่ำ ชันคอขึ้นมา เริ่มคลาน ตั้งไข่ ล้ม ตั้งไข่ ล้ม อีกหลายสิบหรือหลายร้อยครั้ง จนเด็กนั้นสามารถพยุงตัวขึ้นตั้งตรง และเดินได้ในที่สุด สิ่งเหล่านี้ล้วนบ่งบอกถึงการพัฒนาที่ทำให้มนุษย์เรานั้นแตกต่างจากสัตว์

  สุดท้ายนี้สิ่งที่ผมอยากจะบอกก็คือ สิ่งที่ทำให้ชีวิตของผมนั้นมีความหมายก็คือ การที่ผมได้อยู่กับเด็ก ๆ และผมก็คงไม่คิดร้ายหรือทำลายสิ่งที่ทำให้ผมมีคุณค่าของความเป็นคนของผมอย่างแน่นอน